ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : คลินิกเทคนิคการแพทย์ เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ ตรวจตามแพทย์สั่ง คลินิกกิจกรรมบำบัด เด็ก สมาธิสั้น ออทิสติค คลินิกรังสีเทคนิค เอกซเรย์ ถ่ายภาพรังสีทรวงอก คลินิกกายภาพบำบัดและธาราบำบัด ฟื้นฟู ปวด เมื่อย สระว่ายน้ำ ในร่ม น้ำอุ่น MRI

 



ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร 0-5394-5096

ข้าราชการมีสิทธิเบิก ในรายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ  (ตรวจเลือด) หรือเอกซเรย์ได้หรือไม่
  สามารถเบิกได้ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 ตรวจสุขภาพประจำปี  สามารถเบิกได้ปีละ 1 ครั้ง  (นับตามปีปฏิทิน)
กรณีที่ 2
ตรวจเพื่อการรักษา     สามารถเบิกได้ทุกครั้งที่มีการตรวจ  ในกรณีที่มีคำสั่งตรวจจากแพทย์
   
ญาติสายตรงของข้าราชการ  มีสิทธิเบิกค่าตรวจสุขภาพประจำปีได้หรือไม่
  ไม่สามารถเบิกได้  เนื่องจากสิทธิในการเบิกค่าตรวจสุขภาพประจำปี  สามารถเบิกได้เฉพาะผู้ที่เป็นข้าราชการเท่านั้น  ทั้งนี้ญาติสายตรงจะสามารถเบิกได้ในกรณี ตรวจเพื่อการรักษา และมีคำสั่งตรวจจากแพทย์ เท่านั้น
   
รายการตรวจสุขภาพพิเศษ (รายการตรวจอื่น นอกเหนือจากรายการตรวจสุขภาพประจำปี) ข้าราชการเบิกได้หรือไม่
  รายการตรวจสุขภาพพิเศษ กรณีท่านมาตรวจเองโดยไม่มีคำสั่งตรวจจากแพทย์ จะไม่สามารถเบิกได้  ทั้งนี้จะสามารถเบิกได้ในกรณีที่มีคำสั่งตรวจจากแพทย์แนบมาด้วย เท่านั้น
   
สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)  สามารถเบิกจ่ายค่าตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจสุขภาพประจำปี/ตรวจเพื่อการรักษา)  ที่ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก ได้หรือไม่
  เนื่องจากศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก   ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสถานพยาบาลในระบบประกันสังคม และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)  ดังนั้นผู้ที่ใช้สิทธิดังกล่าว  จึงไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้
   
รายการตรวจสุขภาพประจำปีเบิกมีรายการตรวจอะไรบ้าง  และสามารถเบิกจ่ายได้เต็มจำนวนหรือไม่
  รายการตรวจสุขภาพประจำปี ของศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก  สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน  ตามเกณฑ์อายุของท่าน ดังนี้
             อายุ ไม่เกิน 35 ปี เบิกได้เฉพาะรายการตรวจ
                 -  ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
                 -  ปัสสาวะ
                 -  อุจาระ
                 -  เอกซเรย์ทรวงอก
                 -  ราคารวม 380.- บาท
             อายุ 35 ปีขึ้นไป เบิกได้ทุกรายการมีรายการตรวจ  ดังนี้
                 - 
ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
                 -  เบาหวาน
                 -  ไขมันในเส้นเลือด
                 -  การทำงานของตับ
                 -  การทำงานของไต
                 -  โรคเก๊าท์

                 - 
ปัสสาวะ
                 -  อุจาระ
                 -  เอกซเรย์ทรวงอก
                 -  ราคารวม 800.- บาท
   
กรณีที่มีการตรวจเพื่อการรักษา  และมีคำสั่งตรวจจากแพทย์ สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้เต็มตามจำนวนหรือไม่
  สามารถเบิกได้ทุกรายการตรวจ  ที่มีคำสั่งจากแพทย์  แต่จะสามารถเบิกได้ตามอัตราการเบิกจ่ายที่ กระทรวงการคลังกำหนดไว้
   
รายการตรวจเพื่อการรักษา  กรณีมีคำสั่งตรวจจากแพทย์แล้ว ต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อนำไปประกอบการเบิกหรือไม่
  โดยส่วนใหญ่  หน่วยงานราชการ  มักจะขอให้นำใบรับรองแพทย์ และคำสั่งตรวจจากแพทย์  แนบกับใบเสร็จที่ท่านจะนำไปตั้งเบิก  แต่สำหรับบางหน่วยงานอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์    ทั้งนี้เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และลดความผิดพลาด  ท่านอาจจะต้องตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดก่อน
   
รายการตรวจเพื่อการรักษา กรณีแพทย์ สั่งตรวจรายการเดิม วันหนึ่ง 2 ครั้ง เราสามารถนำใบเสร็จไปเบิกได้หรือไม่ ( ใบเสร็จ 2 ใบ รายการตรวจและราคาเท่ากัน )
 

เบิกได้ เพราะใบเสร็จที่เราออก เราตรวจตามคำสั่งแพทย์ รายการที่แพทย์สั่งให้ตรวจเป็นรายการที่แพทย์ต้องนำไปประกอบการรักษาอยู่แล้ว
ตัวอย่างเช่น  
          รายการตรวจ  Bun, Creatinine  แพทย์สั่งตรวจ กรณีตรวจดูการทำงานของไต  ก่อน และหลัง การฟอกไต  เป็นต้น

   
กรณีตรวจ สามารถใช้สิทธิบัตรเบิกตรงได้หรือไม่
  ผู้รับบริการที่มาใช้บริการของศูนย์บริการฯ ยังไม่สามารถใช้สิทธิบัตรเบิกตรงได้ เนื่องจากศูนย์บริการฯ ไม่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว  ทั้งนี้สำหรับท่านที่ต้องการเบิกจ่าย ต้องสำรองจ่ายเงินสดหรือจ่ายผ่านบัตรเครดิต และนำใบเสร็จของศูนย์บริการฯ ไปตั้งเบิกภายหลัง
   
ใบเสร็จรับเงิน กรณีที่หายและต้อง การขอสำเนาใบเสร็จต้องทำอย่างไร
  ให้นำใบแจ้งความ มาขอรับสำเนาใบเสร็จ ซึ่งศูนย์บริการฯ ต้องใช้เวลาในการคัดสำเนาใบเสร็จประมาณ 1 สัปดาห์
   
ใบเสร็จรับเงิน ของศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก เมื่อมารับบริการทุกคลินิก สามารถนำใบเสร็จไปเบิกได้ใช่หรือไม่ ( คลินิกเทคนิคการแพทย์ , คลินิกรังสีเทคนิคคลินิกกายภาพบำบัด , คลินิกกิจกรรมบำบัด )
  เบิกได้ เพราะ ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก เป็นสถานพยาบาลของทางราชการ ผู้มีสิทธิที่รับการตรวจรักษาจากศูนย์ฯ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการได้ ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0502/35254 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2535
   
สามารถชำระค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้หรือไม่
  สามารถชำระค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ เมื่อท่านมียอดชำระค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท
   
การเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดต้องทำอย่างไรบ้าง 
  หากท่านผู้รับบริการ มีรายการตรวจ น้ำตาล (glucose, FBS) หรือ ไขมัน (Triglyceride) ควรงดอาหารมาก่อนเจาะเลือด 10-12 ชั่วโมง 
ดูรายละเอียดการเตรียมตัวก่อนการตรวจสุขภาพประจำปี ได้ที่
http://www.ams.cmu.ac.th/amscsc/checkup.html
  สามารถรับผลการตรวจเลือดได้เมื่อใด ภาย หลังจากการเจาะเลือด 
  ระยะเวลาในการรับผล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรายการตรวจใด ซึ่งท่านผู้รับบริการสามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ ผู้ให้บริการ 
  หากผลการตรวจผิดปกติ หรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับผลการตรวจ จะสามารถปรึกษากับใครได้บ้าง 
  ท่านผู้รับบริการสามารถปรึกษา ได้โดยตรงกับ นักเทคนิคการแพทย์ของศูนย์บริการฯ ตามวันและเวลาที่เปิดทำการ  นอกจากนั้น ท่านสามารถ เข้าพบแพทย์ประจำของเรา ได้ทุกวันพุธ  ระหว่างเวลา 16.00 - 18.00 น.
ทั้งนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาลงตรวจ  โดยท่านสามารถโทรตรวจสอบเวลาแพทย์ลงตรวจได้ที่ 053936027
  มีการแจ้งผลการตรวจทางใดบ้าง นอกจากการมารับผลด้วยตนเอง 
 

1. แจ้งผลทางไปรษณีย์
2. แจ้งผลทางโทรสาร
(Fax)
3. แจ้งผลทางอีเมล์

หมายเหตุ ยกเว้นการตรวจ Anti-HIV ต้องมารับด้วยตนเอง 

   
  หากไม่ได้มารับผลเอง ให้ผู้อื่นมารับผลแทนได้หรือไม่ 
ท่านผู้รับบริการสามารถให้ผู้อื่นมารับผลแทนได้ แต่ต้องนำหลักฐานมาแสดงด้วย เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือ ใบเสร็จที่ออกให้หลังการรับบริการ
หมายเหตุ ยกเว้นการตรวจ Anti-HIV ต้องมารับด้วยตนเอง 
   
  ภายหลังจากเจาะเลือดแล้วเพราะเหตุใดจึงเกิดการเขียวช้ำ ตรงตรงบริเวณที่เจาะ และเป็นอันตรายหรือไม่ 
  การเขียวช้ำ ตรงตรงบริเวณที่เจาะ เกิดขึ้นจากการมีเลือดไหลออกสู่ใต้ผิวหนังทำให้เกิดการบวมและ เขียวช้ำ ซึ่งกรณีนี้หากเลือดหยุดไหลก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด ทั้งนี้ อาการบวม เขียวช้ำจะค่อยๆจางลงและ หายไปเอง 
ในกรณีที่มารับบริการตรวจสุขภาพ (เจาะเลือด) สามารถเบิกได้ในกรณีใดบ้าง
1.  กรณีที่ท่านผู้รับบริการเป็นข้าราชการ สามารถเบิกจ่ายค่าตรวจสุขภาพประจำปี (เจาะเลือด) ได้ ปีละ 1 ครั้ง ตามสิทธิ โดยท่านสามารถเข้ามารับบริการตรวจ โดยมิต้องนำคำสั่งแพทย์มา
2. 
กรณีที่ท่านผู้รับบริการเป็นข้าราชการ
สามารถเบิกจ่ายค่าตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการตามคำสั่งแพทย์ (เจาะเลือด) ได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในกรณีที่ท่านนำคำสั่งตรวจจากแพทย์มาด้วย
3. 
กรณีที่ท่านผู้รับบริการเป็นญาติสายตรง ของผู้ที่เป็นข้าราชการ ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าตรวจสุขภาพประจำปี (เจาะเลือด) ได้
4. 
กรณีที่ท่านผู้รับบริการเป็นญาติสายตรง ของผู้ที่เป็นข้าราชการ สามารถเบิกจ่ายค่าตรวจสุขภาพ (เจาะเลือด) ได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในกรณีที่ท่านนำคำสั่งตรวจจากแพทย์มาด้วย
5.
กรณีที่ท่านเป็นผู้รับบริการพนักงานรัฐวิสาหกิจ สิทธิการเบิกจ่ายส่วนใหญ่จะคล้ายกับสิทธิของผู้ที่เป็นข้าราชการ กรณีที่ท่านใช้สิทธิประกันสังคม ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้
หมายเหตุ : สำหรับการให้สิทธิต่าง ๆ อาจขึ้นอยู่กับระเบียบและนโยบายของแต่ละหน่วยงาน เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ท่านผู้รับบริการอาจจะต้องตรวจสอบสิทธิไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของท่าน
   
 
การตรวจเอกซเรย์ปอดทุกปี มีอันตรายจากการได้รับรังสีหรือไม่
การเอกซเรย์ปอด (CHEST FILM) ในแต่ละครั้งมีการใช้รังสีเอกซ์ (x-ray) ปริมาณที่น้อยมาก อีกทั้งยังเป็นรังสีชนิดที่เรียกว่า “รังสีวินิจฉัย” หรือ “Diagnostic Radiation” ซึ่งจะแตกต่างจากรังสีแบบที่ใช้รักษามะเร็ง (Therapeutic Radiation) หรือเรียกว่า “การฉายแสง” โดยการเอกซเรย์ธรรมดา เช่น การเอกซเรย์ปอด (CHEST FILM) หรือเอกซเรย์กระดูก ในงานรังสีวินิจฉัยจะใช้มีพลังงานน้อยกว่ารังสีรักษามาก ทั้งนี้โดยปกติคนเราจะได้รับรังสีจากธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น รังสีจากชั้นบรรยากาศ หรือรังสีจากพื้นโลก แม้กระทั่งร่างกายของคนเราก็สามารถแผ่รังสีให้ตัวเองได้ เพราะธาตุคาร์บอน 14 (Carbon 14) ที่อยู่ในกระดูกคนเราก็สามารถให้พลังงานรังสีแก่ร่างกายของเราอยู่แล้ว
ยกตัวอย่าง  เปรียบเทียบปริมาณรังสีจากการเอกซเรย์ปอด 1 ครั้งจะได้ปริมาณรังสีเปรียบเทียบกับการได้รับจากธรรมชาติประมาณ 4-10 วัน หรือปริมาณรังสีทางการแพทย์ที่คนเราสามารถจะได้รับจากการตรวจวินิจฉัยโรคในระยะเวลา 1 ปี จะเท่ากับในการเอกซเรย์ปอดประมาณ 25 ครั้ง
   
การตรวจเอกซเรย์ปอดสามารถบอกความผิดปกติอะไรได้บ้าง
การเอกซเรย์ปอด (CHEST FILM) สามารถตรวจหาความผิดปกติในร่างกายที่เกิดกับอวัยวะส่วนทรวงอก (Thorax) ได้หลายประการ เช่น
         ปอด (LUNG)    เอกซเรย์สามารถตรวจหาโรคมะเร็งปอด วัณโรคปอด ถุงลมโป่งพอง ท่อลมอักเสบ เยื่อหุ้มปอดหนาตัว หรือภาวะโรคทางเดินหายใจอุดตันเรื้อรัง (COPD) ในคนที่มีประวัติสูบบุหรี่เป็นเวลานาน
         หัวใจ (HEART) เอกซเรย์ปอดสามารถประเมินขนาดหัวใจว่ามี “ภาวะหัวใจโต” (Cardiomegaly) ซึ่งเป็นภาวะที่มักเกิดร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือกลุ่มบุคคลที่มีภาวะเครียด กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักได้
         กระดูกบริเวณทรวงอก (BONY THORAX) ซึ่งได้แก่ กระดูกไหปลาร้า กระดูกสันหลังส่วนทรวงอก กระดูกซี่โครงและกระดูกสะบัก เพื่อหาความผิดปกติเกี่ยวกับ ภาวะกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) รอยหักของกระดูก เนื้อกระดูกมีการเปลี่ยนแปลง/ เนื้องอกของกระดูก หรือภาวะกระดูกพรุน เป็นต้น      
         นอกจากนั้นการเอกซเรย์ปอดอาจบอกลักษณะผิดปกติที่เกิดกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ มี่เห็นภายในฟิล์มได้ เช่น กระบังลมยกตัวผิดปกติที่เกิดจากภาวะตับโต หรือมีก้อนที่ตับ เป็นต้น
   
ภาวะหัวใจโตมีอันตรายไหม และผู้มีตรวจพบภาวะหัวใจโตจะมีอาการอย่างไร
ภาวะหัวใจโตเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนาขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการที่หัวใจทำงานหนัก มีการบีบตัวแรงกว่าปกติ ในกลุ่มผู้มีภาวะความดันโลหิตสูง (Hyper Tension) หรือผู้มีภาวะโรคหัวใจ เป็นต้น
   
การตรวจอัลตราซาวน์ช่องท้องทั้งหมด (Whole Abdomen) สามารถบอกความผิดปกติหรือภาวะโรคใดได้บ้าง
การตรวจอัลตราซาวน์ช่องท้อง แบ่งเป็นช่องท้องส่วนบน (upper abdomen) และช่องท้องส่วนล่าง (lower abdomen) การอัลตราซาวน์สามารถบอกความผิดปกติตามส่วนที่ตรวจได้ดังนี
          อัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนบน      สามารถตรวจดูอวัยวะตับ (liver) ไต (kidney) ถุงน้ำดี (gall bladder) ม้าม (spleen) ตับอ่อน (pancreas) หรือหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณช่องท้อง (abdominal aorta) ซึ่งสามารถตรวจหาความผิดปกติ ได้แก่ ภาวะไขมันพอกเซลล์ตับ (fatty liver) นิ่วในถุงน้ำดี (gall stone) ภาวะตับโต (Hepatomegaly) ม้ามโต (spenomegaly) นิ่วในไต (renal stone) เป็นต้น
          อัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนล่าง     ในเพศชายสามารถตรวจลักษณะของต่อมลูกหมาก (prostate gland) เพื่อตรวจหาภาวะต่อลูกหมากโตหรือเนื้องอกของต่อม สำหรับในเพศหญิงอัลตราซาวน์ช่อท้องส่วนล่างจะบอกลักษณะของมดลูก (uterus) รังไข่ (ovary) เพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะส่วนนี้ เช่น เนื้องอกในมดลูก (myoma) ถุงน้ำในรังไข่หรือซีสท์ (ovarian cysts)

        การตรวจอัลตร้าซาวด์ จะต้องทำการจองก่อน  โดยท่านสามารถจองได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 053949296
   
การตรวจเอกซเรย์ปอดสามารถตรวจหามะเร็งเต้านมได้หรือไม่
ความผิดปกติของเต้านม เช่น มะเร็งเต้านม (breast cancer) หรือ ถุงน้ำในเต้านม (breast cyst) ที่มีก้อนหรือรอยผิดปกติในเต้านม ไม่สามารถตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ปอด แม้ว่าเต้านมจะอยู่บริเวณทรวงอก แต่เนื่องจากเครื่องเอกซเรย์ที่ตรวจปอดจะให้พลังงานรังสีที่มากกว่าการตรวจมะเร็งเต้านม ทำให้รังสีทะลุผ่านเนื้อเต้านมไป ซึ่งการตรวจหามะเร็งเต้านม สามารถตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์เฉพาะสำหรับเต้านม หรือที่เรียกว่า “ตรวจแมมโมแกรม” (mammogram) โดยปกติการตรวจแมมโมแกรมจะตรวจในสตรีอายุ 45-60 ปี ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีอาการบ่งชี้ เช่น คลำได้ก้อนที่เต้านมหรือมีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น ผู้ที่มีญาติสายคุณแม่ คุณยาย เป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุยังน้อย
   
กิจกรรมบำบัดคืออะไร
กิจกรรมบำบัดเป็นวิชาชีพทางสุขภาพสาขาหนึ่งที่ให้บริการในการ ส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา โดยใช้กิจกรรมการดำเนินชีวิตต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ผ่านการวิเคราะห์เลือกโดยนักกิจกรรมบำบัดมาเป็นสื่อในการบำบัดรักษา สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องในการทำกิจกรรมต่าง ๆในชีวิตประจำวันอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยต่าง ๆ  เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างมีความสุขตามศักยภาพและความสามารถของตนเอง
   
กิจกรรมบำบัด เหมือนหรือแตกต่างกับ กายภาพบำบัด ?
กิจกรรมบำบัด กับ กายภาพบำบัด เป็นคนละวิชาชีพทางสุขภาพ โดยผู้ปฏิบัติงานทางกิจกรรมบำบัด จะเรียกว่า “นักกิจกรรมบำบัด” ส่วนผู้ปฏิบัติงานทางกายภาพบำบัด เรียกว่า “นักกายภาพบำบัด” ผู้ปฏิบัติงานทั้งสองวิชาชีพจะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกองการประกอบโรคศิลปะ ให้สามารถประกอบวิชาชีพในสาขาวิชานั้น ๆ ได้ ทั้งสองวิชาชีพจะทำงานร่วมกันในทีมฟื้นฟูสมรรถภาพ

โดย
กิจกรรมบำบัด จะใช้กิจกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันต่าง ๆ เป็นสื่อในการประเมิน
ส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และให้การฟื้นฟูสมรรถภาพในแนวทางกิจกรรมบำบัด สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องในการทำกิจกรรมต่าง ๆในชีวิตประจำวันอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยต่าง ๆ  เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างมีความสุขตามศักยภาพและความสามารถของตนเอง

ส่วน
กายภาพบำบัด  จะใช้
การตรวจประเมิน วินิจฉัยและการบำบัดความบกพร่องของร่างกายซึ่งเกิดเนื่องจากภาวะของโรคหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ  การป้องกัน  การแก้ไขและการฟื้นฟูความเสื่อมสภาพความพิการของร่างกาย  รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจ  ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัดหรือการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์กายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ใกล้เคียงปกติที่สุด  ทั้งนี้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือทั้งจาก นักกิจกรรมบำบัด และ นักกายภาพบำบัด เพื่อให้ได้รับการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถต่อยอดไปถึงการกลับไปใช้งานในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่าง ของผู้ป่วยได้อย่างสูงสุด
   
กิจกรรมบำบัด สามารถให้บริการกับผู้รับบริการกลุ่มไหนได้บ้าง ?

นักกิจกรรมบำบัด สามารถให้บริการในกลุ่มผู้รับบริการที่หลากหลายประเภท อาทิเช่น เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันของตน

ตัวอย่าง เช่น    เด็ก  ที่มีปัญหาอยู่ไม่นิ่งสมาธิสั้น, ออทิสติก, เด็กที่มีความบกพร่องในด้านการเรียนรู้ (เด็กแอลดี), เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, เด็กสมองพิการ ฯลฯ

                 ผู้ใหญ่ ที่มีความบกพร่องในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้านต่าง ๆ  เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาตครึ่งซีก อัมพาตครึ่งท่อน ได้รับบาดเจ็บเกี่ยวกับมือ มีการการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เป็นต้น

                     ผู้สูงอายุ ที่มีแนวโน้มบกพร่องในเรื่องของความจำหรือมีภาวะความจำเสื่อม เป็นต้น

   
กิจกรรมบำบัดสามารถให้บริการในกลุ่มผู้รับบริการทั่วไปได้หรือไม่ อย่างไร ?
นอกจากบุคคลที่มีความเจ็บป่วยจนกระทบต่อความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ  แล้ว ในกลุ่มผู้รับบริการทั่วไปก็สามารถขอเข้ารับบริการและขอเข้ารับคำปรึกษาได้ เช่น เด็กทั่วไป สามารถขอเข้ารับบริการในด้านของการคัดกรองพัฒนาการต่างๆสำหรับเด็กอายุ 1-6 ปี รวมถึงประเมินทักษะความสามารถพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการรับรู้เรียนรู้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถของเด็กให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของสมองในเด็กวัยก่อนเรียน ซึ่งเป็นรูปแบบการร่วมกลุ่มกิจกรรม เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ มีระยะเวลาการเข้าร่วมโปรแกรมต่อเนื่องกันประมาณ 5 ครั้ง/ 1 โปรแกรม สำหรับผู้สูงอายุทั่วไปที่สนใจทำกลุ่มกิจกรรม เพื่อเป็นการชะลอ/ป้องกัน การเสื่อมลงของเซลล์ประสาทสมองซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะความจำเสื่อม
   
สามารถติดต่อขอเข้ารับบริการกับคลินิกกิจกรรมบำบัดได้อย่างไร ?

เนื่องจากคลินิกกิจกรรมบำบัดให้บริการกับผู้รับบริการแบบนัดเวลาเข้ารับบริการ ผู้รับบริการที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้ารับบริการกับคลินิกกิจกรรมบำบัดได้ โดยโทรศัพท์ติดต่อ เพื่อขอนัดวัน-เวลาเข้ารับบริการล่วงหน้า กับทางคลินิกได้ ที่เบอร์โทรศัพท์ 053 – 935094  

ในเวลาทำการ ทุกวัน      จันทร์ ศุกร์         เวลา 09.00 น. – 19.00 น.

                                 เสาร์                   เวลา 08.00 น. – 15.00 น.

   
 
วิธีการติดต่อเข้ารับการรักษาในคลินิกกายภาพบำบัด ต้องทำอย่างไร
  ผู้ที่สนใจสามารถโทรมานัดเวลาเพื่อเข้ารับการรักษา ได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-5394-9268  หรือติดต่อที่เคาท์เตอร์คลินิกกายภาพบำบัด  เพื่อนัดเวลาการรักษาได้โดยตรง  ทั้งหากผู้รับบริการเป็นผู้ป่วยระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต พาร์กินสัน หรือ เป็นผู้ป่วยเด็กพิการทางสมอง โปรดแจ้งต่อให้เจ้าหน้าที่ก่อนการนัดเวลาเข้ารับการรักษา
  ก่อนการเข้ารับการรักษา ควรมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
  ท่านสามารถเข้ารับบริการได้โดยไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ  ทั้งนี้หากมีผลการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น ฟิล์มเอ็กซเรย์,  เอ็มอาร์ไอ หรือใบส่งตัวของแพทย์ ควรนำมาด้วย
  การคิดค่าใช้จ่ายในการรักษาทางกายภาพบำบัด ในแต่ละครั้ง เสียค่าใช้จ่ายเท่าใด
  ผู้รับบริการจะต้องได้รับการตรวจประเมินทางกายภาพบำบัดก่อน แล้วนักกายภาพบำบัดจึงจะสามารถให้การรักษาที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของผู้รับบริการ ดังนั้นอัตราค่าบริการจึงขึ้นอยู่กับการรักษาเช่นกัน
การรักษาทางกายภาพบำบัดในแต่ละครั้ง ในเวลาประมาณเท่าใด
   การรักษาในแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 60 - 90 นาที
   
 
วิธีการติดต่อเข้ารับการรักษาในคลินิกกายภาพบำบัด ต้องทำอย่างไร
  ผู้ที่สนใจสามารถโทรมานัดเวลาเพื่อเข้ารับการรักษา ได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-5393-5095  หรือติดต่อที่เคาท์เตอร์คลินิกธาราบำบัด  เพื่อนัดเวลาการรักษาได้โดยตรง
   
ก่อนการเข้ารับการรักษา ควรมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
  ท่านมีความจำเป็นต้องเตรียมชุดว่ายน้ำ, หมวกว่ายน้ำ และอุปกรณ์อาบน้ำ ในกรณีที่ผู้รับบริการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต้องมีผู้ติดตามมาด้วย 
   
การคิดค่าใช้จ่ายในการรักษาทางธาราบำบัด ในแต่ละครั้ง เสียค่าใช้จ่ายเท่าใด
  การรักษาทางธาราบำบัด มีค่าใช้จ่ายครั้งละ 600 บาท
   
การรักษาทางธาราบำบัดในแต่ละครั้ง ในเวลาประมาณเท่าใด
   การรักษาในแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 60 นาที